Archive for the 'Thoughts' Category

อ่าน

June 15, 2010

โลกใบใหม่

เคยนึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงชอบอ่านหนังสือ ทำไมคนรอบตัวถึงไม่ชอบอ่านหนังสือ ทำไมสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยถึงได้ต่ำจนน่ากลัว (8 บรรทัดต่อปี) จริงหรือเท็จ ทำไม ทำไม
หนังสือทุกเล่มมีเรื่องราวแตกต่างกันไปและสามารถเข้าถึงจิตใจของมนุษย์ทุกคนได้อย่างลึกซึ้ง ปลุกเร้าความคิดที่อาจซุกซ่อนอยู่ข้างในโดยที่เราไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่ามีอยู่ ความสุข ความรื่นรมย์ที่เราได้รับจากถ้อยคำที่ร้อยเรียงเขียนขึ้นนั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เราแต่ละคนต้องขวนขวายเอง การอ่านไม่ใช่สิ่งสำเร็จรูป ไม่ใช่ความฉาบฉวย การอ่านเป็นสิ่งที่คุณต้องลงแรง ลงใจ เมื่อนั้นคุณจะได้รับความสุข
การอ่านเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของศิลปะที่กระตุ้นต่อมความคิดของเรา และสิ่งที่การอ่านเรียกร้องจากเราก็เป็นเรื่องเล็กน้อย นั่นคือ การตอบสนองทางความรู้สึก การอ่านคือกิจกรรมที่เรียกร้องให้เราลงทุน “อารมณ์” “สมาธิ” และ “จินตนาการ” ถ้อยคำต่าง ๆ ที่เราอ่านเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางเข้าสู่จิตใจและหัวใจของเราเท่านั้น
การพลิกหน้ากระดาษแต่ละหน้า คือความสบายใจ ความผ่อนคลาย และมีความสุข ไม่ว่าเรากำลังอ่านนิยายหรือสารคดี การขลุกอยู่กับหนังสือ คือวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะดึงตัวเราเองให้หลุดออกจากโลกความจริง และเข้าสู่โลกใบใหม่ที่คุณไม่คุ้ยเคย นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า “ประสบการณ์จากการอ่าน” นี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่ตัวหนังสือแต่ละตัวรังสรรค์ให้เกิดขึ้นมาได้อย่างไม่มีที่ติ ไม่ว่าเราจะอ่านนิยายน้ำเน่า อ่านบทความเกี่ยวกับธรรมชาติ อ่านเรื่องเกี่ยวกับชีวิตสัตว์โลก หรือแม้กระทั่งอ่านบทวิจารณ์การเมือง ขณะที่เราอ่าน เราจะสร้างโลกเล็ก ๆ ขึ้นมา ภายใต้ดวงตาแห่งจิตใจของเรา
นิทานที่คุณอ่าน บางครั้งอาจช่วยให้เราคิดหาทางออกให้แก่ปัญหาที่เรากำลังคิดไม่ตกอยู่ก็ได้ ตัวละครที่เราได้ทำความรู้จักจากการอ่าน ก็อาจเป็นคู่คิดหรือที่ปรึกษาให้กับคุณ ขณะที่เรากำลังพลิกหน้าอ่านไปทีละหน้าได้โดยไม่รู้ตัว อารมณ์และความรู้สึกจะตื่นตัวขึ้นทุกครั้งที่เราอ่านหนังสือ บางครั้งเราอาจรู้สึกสะเทือนอารมณ์มากแบบไม่เคยเป็นมาก่อน หรือไม่เคยรู้มาก่อน การได้สัมผัสรับรู้ถึงอารมณ์ ที่หลายต่อหลายครั้งเราต้องกดเก็บเอาไว้ในโลกความจริง โดยผ่านการอ่านหนังสือ จะเป็นเครื่องเยียวยาจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี ทำให้เราได้ปลดปล่อยอารมณ์รัก เกลียด เหงา เศร้า หรือมีความสุขได้โดยไม่ต้องขืนใจ หรือไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาตัดสินเราหรือเปล่า
วันนี้ เรามาเริ่มต้นอ่านหนังสือกันเถอะ (อ่านโดราเอมอนก็ได้…)

ถ้อยคำต่าง ๆ ที่เราอ่านเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางเข้าสู่จิตใจและหัวใจของเราเท่านั้น

Photobucket

ekStamp

วันฝนพรำ ย้อนเยือนจิตใจ

June 3, 2010

พร้อมสายฝนโปรยจากฟ้า

ความมหัศจรรย์ของหยดน้ำที่โปรยปรายลงมาจากฟ้านั้น มีความหมายแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม เราเรียกน้ำจากฟ้าว่า “ฝน” ซึ่งบางคน บางวัฒนธรรม บางความเชื่อ บางประเทศบนโลกใบนี้ อาจเปรียบสายฝนเป็นเสมือนของขวัญอันล้ำค่าจากเทพยดา แต่ฝนก็ยังถูกเปรียบให้เป็นสัญลักษณ์ของการชำระล้างอารมณ์ ความรู้สึก และเป็นตัวแทนของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพื้นดินและฟากฟ้า
แต่ยังมีอีกหลายคนที่รู้สึกรำคาญใจยามฝนตก เพราะเปียก แฉะ ทำให้ไม่สะดวกสบายนัก หากเรากลับมุมมองดู เราอาจฉุกคิดได้ว่า วันที่ฝนตกคือสัญญาณบ่งบอกให้ตัวเรา “เย็นลง” “ช้าลง” และ “รื่นรมย์ไปกับการมีชีวิต” และในธรรมชาติก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เราลองนึกถึงภาพสัตว์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ ที่เราเคยเห็นทางโทรทัศน์ สารคดี หรือภาพในหนังสือ นิตยสาร ในยามครึ้มฟ้าครี้มฝนตกดูสิ เราจะพบว่า พวกมันจะหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือตามหลุม หรือในพงหญ้าที่ขึ้นหนาแน่น หรือในถ้ำ อิริยาบถของสัตว์เหล่านี้จะเชื่องช้า ไม่เคลื่อนไหว หรือไม่ก็หลับพักผ่อน แม้แต่ดอกไม้ในยามฝนตก ก็ยังหุบ เอนไหวไปตามสายฝนและสายลม เสมือนนอนหลับฝัน ล่องลอยไปเรื่อย ๆ ไม่เร่งรีบ

ดังนั้น ทำไมเราไม่ลองทำแบบนั้น เผื่อว่าจิตใจเราจะได้พักบ้าง

ถ้าวันไหนที่ฝนตก ลองหยุดอยู่กับที่ ไม่ว่าเราจะอยู่ ณ สถานที่ แห่งหนตำบลใดก็ตาม ให้พยายามผ่อนคลาย อย่าไปคิดมาก ปล่อยให้ความคิดลอยไปกับสายฝน เราอาจนั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือโทรคุยกับเพื่อนก็ได้ หากอยู่ใกลัหน้าต่าง เราอาจไปยืนดูน้ำฝนที่ไหลลงไปตามหน้าต่างดู แล้วปล่อยให้ความเครียดหรือความรู้สึกแย่ไหลไปกับสายฝน

สดชื่น แจ่มใส จิตใจสะอาด พร้อมที่จะก้าวต่อไป เมื่อฝนหยุดพรำ

วันที่ฝนตกคือสัญญาณบ่งบอกให้ตัวเรา “เย็นลง” “ช้าลง” และ “รื่นรมย์ไปกับการมีชีวิต”

Photobucket

ekStamp

เสี้ยวความสุขง่าย ๆ ในทุกวัน

May 24, 2010

เพราะ…จึงยิ้มได้

ชีวิตเราทุกวันนี้ดูจะวุ่นวาย หมุนไปกับสิ่งรอบข้างที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความสะดวกสบาย หรือความเร่งรีบ จนทำให้บางครั้งเราหลงลืมไปว่า ความสุขนั้นเกิดขึ้นได้เองโดยไร้เงื่อนไข และปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ หากแต่ดูเหมือว่า ณ วันนี้ เรากลับกลายร่างความสุข ให้เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่เราต้องจัดลงตารางเวลานัดหมาย ขวนขวาย ดิ้นรน หรือไขว่คว้า และต่อเมื่อได้มาแล้ว เราจึงปราศจากความกังวลและผ่อนคลายได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข เราต้องทำถึงขนาดนั้นเชียวหรือ

เราอาจเถียงได้ว่า หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ความสนุก ความสุขสันต์ที่เต็มเปี่ยมก็ต้องมีไว้ และต้องเกิดขึ้นกับคนที่มีเวลาเหลือเฟือ ไม่รีบร้อน หรือไม่มีเรื่องรกหัวใจเท่านั้นสิ อันที่จริงแล้ว คนที่มีความสุขที่สุดหลายต่อหลายคนบนโลกใบนี้ ต่างก็ยังมีปัญหาร้อนใจในชีวิตให้สะสางมากมายเหมือนกัน หากแต่คนเหล่านี้เรียนรู้ที่จะจัดสรรเวลาสำหรับความสบายใจง่าย ๆ แต่ยิ่งใหญ่ต่างหาก การเพาะปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวหัวใจที่มีความสุขนั้น ใช้เวลาไม่เกินห้านาที ผลลัพธ์ที่สุขใจก็ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนยุ่งยาก แต่เป็นอะไรที่ลึกซึ้งและเตือนใจเราว่า ทุกวันที่เรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เรามีเหตุผลยังยิ้มได้อยู่เสมอ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

ห้านาทีเท่านั้น ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ลองคิดสิ เรามีความสุขเพราะได้ดื่มชาหรือกาแฟถ้วยโปรด เดินเล่นในสวนที่เราปลูกดอกไม้ ต้นไม้เองกับมือ เขียนบันทึกเรื่องราวทั้งดีและไม่ได้ที่เกิดขึ้นในวันหนึ่ง ๆ งีบตอนกลางวัน เล่มเกมส์ง่าย ๆ ที่เราโปรดปราน คุยหรือส่งข้อความถึงคนที่เราคิดถึง นั่งเหม่อมองท้องฟ้า หรือหายใจเข้าลึก ๆ ขณะที่เราฟังเสียงความเงียบรอบ ๆ ตัวเรา ทั้งหมดนี้ เราสามารถทำได้ด้วยตัวเองคนเดียว ถ้ามีเพื่อน หรือญาติ หรือคนในครอบครัวอยู่ด้วย เราก็สามารถแบ่งปันเรื่องราว เรื่องตลก เล่นเกมส์ กระโดดโลดเต้น ร้องเพลง พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือปรับทุกข์ไปด้วยกันก็ได้ หัวใจสำคัญคือ เราต้องรู้ก่อนว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขที่สุด ถ้าเราแค่ได้ลงมือทำสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่าจะนำความสบายใจมาให้ และปลดปล่อยให้ตัวเรามีอิสระที่จะทำในสิ่งดังกล่าวแล้ว ห้านาทีจากสิบสี่ชั่วโมงที่เราตื่นนั้น จะนำความสุขมาให้แก่เราได้เหลือคณา บ่อยครั้งที่เราแทบจะแบ่ง หรือจัดหาเวลาว่างอันน้อยนิดเพื่อผ่อนคลายไม่ได้เลย หากเราตั้งใจจริง เราก็ทำได้ ลงมือทำเสียตั้งแต่วันนี้ จัดแบ่งเวลาห้านาทีของทุกวัน เพื่อเพลิดเพลินไปกับสิ่งง่าย ๆ ที่ทำให้เราอิ่มอกอิ่มใจ

ท้ายที่สุด คุณจะพบว่า “เสี้ยวเวลาเพื่อความสุข” นี้จะกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของคุณไปโดยปริยาย หากทุกวันนี้คุณได้เริ่มทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่คุณชอบไปแล้วบ้าง ก็ให้ลองคิดหาวิธีหรือกิจกรรมใหม่ ๆ เพิ่มใส่ลงไป เพื่อที่คุณจะได้ไม่รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ซ้ำซากจำเจ อีกทั้งคุณจะรู้สึกเฝ้ารอ “เสี้ยวเวลาเพื่อความสุข” ในทุก ๆ วัน นั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้เรายิ้มได้ทุกวัน ตลอดไป

การให้ “เสี้ยวเวลาเพื่อความสุข” จะเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของคุณ และเปลี่ยนแปลงสารเคมีให้สมอง ทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น ทุกวัน และตลอดไป

Photobucket

ekStamp

คำพูดดี ๆ จากหนังสือหนึ่งเล่ม

February 26, 2009
ตอนบ่าย วันที่อากาศร้อน (โดยไม่มีสาเหตุ…รึเปล่า) กับหนังสือดี ๆ หนึ่งเล่ม  ไอเย็นจากแอร์ในรถแทบจะสู้ไอร้อนจากแสงแดดไม่ได้ คล้ายกับบางครั้งที่เราพยายามอย่างสุดแรงที่จะพูด ทำ หรือคิดอะไร แต่ก็ทำไม่สำเร็จอย่างใจหวัง เพราะเราต่อสู้ปัจจัยแวดล้อมไม่ได้ จนทำให้เรา (เกือบ) ล้มเลิกที่จะเดินหน้าต่อไป  หากเราอึดหน่อย เราก็อาจเดินหน้าต่อไปได้ แต่ถ้าเราไม่ฮึดต่อไป เส้นทางมันก็คงสุดอยู่แค่นั้น
หลักสำคัญคือ การยอมรับและการปรับวิธีคิด อย่างที่เขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า…
“…สาเหตุที่แท้จริงของความเจ็บปวด ความโกรธ และความทุกข์ ไม่ได้อยู่ที่อีกฝ่ายหนึ่ง (ผู้อื่น) หรือจากสถานการณ์  แต่อยู่ที่วิธีการยอมรับและวิธีคิดของตัวเราเอง” (EQ Note โดยโยชิโนริ โนงุจิ)

snail

ekStamp

Sweeten Up Your Life

October 27, 2008
I guess this is the Book Month or what.  Well, if you are looking for some sweet in your life, I recommend you to read any book of Nicholas Spark.  I am a big fan of his book since “The Notebook” was out in 1996.   After that the rest was history.  This year he has released his latest novel “The Lucky One”, which touches the subjects like fate and destiny, of those we are currently lacking in our society.
Last night I just finished reading it.  Even though it is not my most favorite book of his, I still find it very sweet and delighted.  I think it’s very rare that you can find anyone who is similar to Logan Thibault, the main character, these days; especially with a strong determination and faith.  Who would have travelled across country just to find the woman in the photograph that he found in the desert of Iraq, where he was on duty?  But then again, who am I to judge?  I guess this kind of story makes us feel like there is still some hope left in this crazy world.

The Lucky One

The Notebook

I guess the reason that I like his book so much is the timing and writing style.  When “The Notebook” was out on the first time, I picked it up merely because it’s #1 Best Seller on New York’s Times Chart.  I just really wanted to know whether this book was really worth all the appraisals and raving reviews.  And it did.  I recalled that I finished the last page while I was on my way to Chicago and felt numb and stunned by the powerful and meaningful love story portrayed in this book.
Love, a true love, can stand through time.  It’s been a long time since I felt so overwhelmed.   After that I have been waiting for his new book each year.  The second book was out in 1998, “Message in a Bottle”.
Well, what can I say?  I just loved it and it was my second favorite.  What I like the most about this book is the letters and all those beautiful words written in them.  During that period of time, email was not as popular and common as today.  The main communication between me, who lived in the States, and my families and friends, who lived in the other side of the globe, was letter.  And every time I did found letters in the mailbox, I felt very happy.  So no wonder why I like this book so much.

Message in the Bottle

And here are the covers of all of his books so far.

awalk

therescue

abend

anight

guardian

wedding

week

believer

sight

john

Even though many of his books had been bought for movies, I still find them not as good as the books.  It has been about 12 years since I read his first book and now I still do.  I think that if you never read one, you may want to consider it when you go to a book store next time.  You might find your life is a bit sweeter than before. :-)   I just can’t wait for his new book.

choice

All images are from Google. ekStamp
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.