โลกใบใหม่ |
|
| เคยนึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงชอบอ่านหนังสือ ทำไมคนรอบตัวถึงไม่ชอบอ่านหนังสือ ทำไมสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยถึงได้ต่ำจนน่ากลัว (8 บรรทัดต่อปี) จริงหรือเท็จ ทำไม ทำไม | |
| หนังสือทุกเล่มมีเรื่องราวแตกต่างกันไปและสามารถเข้าถึงจิตใจของมนุษย์ทุกคนได้อย่างลึกซึ้ง ปลุกเร้าความคิดที่อาจซุกซ่อนอยู่ข้างในโดยที่เราไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่ามีอยู่ ความสุข ความรื่นรมย์ที่เราได้รับจากถ้อยคำที่ร้อยเรียงเขียนขึ้นนั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เราแต่ละคนต้องขวนขวายเอง การอ่านไม่ใช่สิ่งสำเร็จรูป ไม่ใช่ความฉาบฉวย การอ่านเป็นสิ่งที่คุณต้องลงแรง ลงใจ เมื่อนั้นคุณจะได้รับความสุข | |
| การอ่านเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของศิลปะที่กระตุ้นต่อมความคิดของเรา และสิ่งที่การอ่านเรียกร้องจากเราก็เป็นเรื่องเล็กน้อย นั่นคือ การตอบสนองทางความรู้สึก การอ่านคือกิจกรรมที่เรียกร้องให้เราลงทุน “อารมณ์” “สมาธิ” และ “จินตนาการ” ถ้อยคำต่าง ๆ ที่เราอ่านเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางเข้าสู่จิตใจและหัวใจของเราเท่านั้น | |
| การพลิกหน้ากระดาษแต่ละหน้า คือความสบายใจ ความผ่อนคลาย และมีความสุข ไม่ว่าเรากำลังอ่านนิยายหรือสารคดี การขลุกอยู่กับหนังสือ คือวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะดึงตัวเราเองให้หลุดออกจากโลกความจริง และเข้าสู่โลกใบใหม่ที่คุณไม่คุ้ยเคย นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า “ประสบการณ์จากการอ่าน” นี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่ตัวหนังสือแต่ละตัวรังสรรค์ให้เกิดขึ้นมาได้อย่างไม่มีที่ติ ไม่ว่าเราจะอ่านนิยายน้ำเน่า อ่านบทความเกี่ยวกับธรรมชาติ อ่านเรื่องเกี่ยวกับชีวิตสัตว์โลก หรือแม้กระทั่งอ่านบทวิจารณ์การเมือง ขณะที่เราอ่าน เราจะสร้างโลกเล็ก ๆ ขึ้นมา ภายใต้ดวงตาแห่งจิตใจของเรา | |
| นิทานที่คุณอ่าน บางครั้งอาจช่วยให้เราคิดหาทางออกให้แก่ปัญหาที่เรากำลังคิดไม่ตกอยู่ก็ได้ ตัวละครที่เราได้ทำความรู้จักจากการอ่าน ก็อาจเป็นคู่คิดหรือที่ปรึกษาให้กับคุณ ขณะที่เรากำลังพลิกหน้าอ่านไปทีละหน้าได้โดยไม่รู้ตัว อารมณ์และความรู้สึกจะตื่นตัวขึ้นทุกครั้งที่เราอ่านหนังสือ บางครั้งเราอาจรู้สึกสะเทือนอารมณ์มากแบบไม่เคยเป็นมาก่อน หรือไม่เคยรู้มาก่อน การได้สัมผัสรับรู้ถึงอารมณ์ ที่หลายต่อหลายครั้งเราต้องกดเก็บเอาไว้ในโลกความจริง โดยผ่านการอ่านหนังสือ จะเป็นเครื่องเยียวยาจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี ทำให้เราได้ปลดปล่อยอารมณ์รัก เกลียด เหงา เศร้า หรือมีความสุขได้โดยไม่ต้องขืนใจ หรือไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาตัดสินเราหรือเปล่า | |
| วันนี้ เรามาเริ่มต้นอ่านหนังสือกันเถอะ (อ่านโดราเอมอนก็ได้…) | |
ถ้อยคำต่าง ๆ ที่เราอ่านเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางเข้าสู่จิตใจและหัวใจของเราเท่านั้น |
|
|
|
|
Archive for the 'Happiness | Living' Category
อ่าน
June 15, 2010วันฝนพรำ ย้อนเยือนจิตใจ
June 3, 2010
พร้อมสายฝนโปรยจากฟ้า |
|
| ความมหัศจรรย์ของหยดน้ำที่โปรยปรายลงมาจากฟ้านั้น มีความหมายแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม เราเรียกน้ำจากฟ้าว่า “ฝน” ซึ่งบางคน บางวัฒนธรรม บางความเชื่อ บางประเทศบนโลกใบนี้ อาจเปรียบสายฝนเป็นเสมือนของขวัญอันล้ำค่าจากเทพยดา แต่ฝนก็ยังถูกเปรียบให้เป็นสัญลักษณ์ของการชำระล้างอารมณ์ ความรู้สึก และเป็นตัวแทนของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพื้นดินและฟากฟ้า | |
| แต่ยังมีอีกหลายคนที่รู้สึกรำคาญใจยามฝนตก เพราะเปียก แฉะ ทำให้ไม่สะดวกสบายนัก หากเรากลับมุมมองดู เราอาจฉุกคิดได้ว่า วันที่ฝนตกคือสัญญาณบ่งบอกให้ตัวเรา “เย็นลง” “ช้าลง” และ “รื่นรมย์ไปกับการมีชีวิต” และในธรรมชาติก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เราลองนึกถึงภาพสัตว์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ ที่เราเคยเห็นทางโทรทัศน์ สารคดี หรือภาพในหนังสือ นิตยสาร ในยามครึ้มฟ้าครี้มฝนตกดูสิ เราจะพบว่า พวกมันจะหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือตามหลุม หรือในพงหญ้าที่ขึ้นหนาแน่น หรือในถ้ำ อิริยาบถของสัตว์เหล่านี้จะเชื่องช้า ไม่เคลื่อนไหว หรือไม่ก็หลับพักผ่อน แม้แต่ดอกไม้ในยามฝนตก ก็ยังหุบ เอนไหวไปตามสายฝนและสายลม เสมือนนอนหลับฝัน ล่องลอยไปเรื่อย ๆ ไม่เร่งรีบ | |
|
ดังนั้น ทำไมเราไม่ลองทำแบบนั้น เผื่อว่าจิตใจเราจะได้พักบ้าง |
|
|
ถ้าวันไหนที่ฝนตก ลองหยุดอยู่กับที่ ไม่ว่าเราจะอยู่ ณ สถานที่ แห่งหนตำบลใดก็ตาม ให้พยายามผ่อนคลาย อย่าไปคิดมาก ปล่อยให้ความคิดลอยไปกับสายฝน เราอาจนั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือโทรคุยกับเพื่อนก็ได้ หากอยู่ใกลัหน้าต่าง เราอาจไปยืนดูน้ำฝนที่ไหลลงไปตามหน้าต่างดู แล้วปล่อยให้ความเครียดหรือความรู้สึกแย่ไหลไปกับสายฝน |
|
|
สดชื่น แจ่มใส จิตใจสะอาด พร้อมที่จะก้าวต่อไป เมื่อฝนหยุดพรำ |
|
วันที่ฝนตกคือสัญญาณบ่งบอกให้ตัวเรา “เย็นลง” “ช้าลง” และ “รื่นรมย์ไปกับการมีชีวิต” |
|
|
|
|
สัญลักษณ์แห่งความสามารถรอบด้าน
June 1, 2010
เป็นเป็ด |
|
| ทุกคนคงเคยได้ยินวลี “…เป็นเป็ด” กันมาบ้าง วลีนี้อาจถูกตีความได้ทั้งด้านดีและไม่ดี แต่คนเราส่วนใหญ่มักจะใช้ในความหมายแง่ลบมากกว่า แล้วมีใครเคยคิดถึงมันในแง่บวกบ้างไหม ทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้ ย่อมมีด้านดี ด้านบวก รวมอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว แม้นว่าสิ่ง ๆ นั้น หรือคน ๆ นั้น จะถูกตีตราว่าเป็นสิ่งไม่ดี หรือคนเลว | |
| กลับมาเรื่องเป็ด ๆ ต่อ ถ้าคุณโชคดีพอ มีบ้านที่ติดคลอง (ธรรมชาติ) หรือเคยเห็นเป็ดที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ หรือคุณเคยไปพักแรมที่ไหนสักแห่ง และได้พบเห็นเป็ดตัวเป็น ๆ แล้วละก็ คุณต้องเคยเห็นภาพก้นเป็ดชี้ขึ้นฟ้า เวลาที่มันมุดหัวดำน้ำได้แน่นอน หรือไม่ก็ต้องเคยเห็นในโทรทัศน์บ้าง หากคุณเป็นคนช่างสังเกตุ ขี้สงสัย คุณอาจนึกสงสัย ถามตัวเองในใจว่า “เป็ดพวกนี้มันมองเห็นอะไรอยู่ใต้น้ำ” หรือ “มันจะจับปลา หรือสัตว์น้ำอะไรได้บ้างไหม” เมื่อเราลองตั้งใจสังเกตุดูเป็ดเหล่านี้ เราอาจคิดไปว่า เป็ดเป็นสัตว์สามพันธุ์ เพราะมันว่ายน้ำได้ บินได้ และเดินได้ (อยู่บนบกได้) ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่หลายต่อหลายคนจะใช้เป็ดเป็นสัญลักษณ์ของความสามารถรอบตัว ซึ่งหากเราคิดให้ดี เราอาจนำเป็ดมาใช้เป็นแรงบันดาลใจที่จะค้นหาความสามารถแอบแฝงในตัวเราได้ | |
|
เป็ดลอยตัวในน้ำได้ ว่ายน้ำได้ ดำน้ำหาปลากินได้ เดินบนบกได้ กินผักได้ กินแมลงได้ และบินเป็นระยะทางไกล ๆ ได้ เป็ดมีอวัยวะที่เอื้ออำนวยในทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ตามแต่สภาพแวดล้อมที่มันอยู่ หากเราเป็นเป็ดจริง เราก็น่าจะปรับตัวในเข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ นานา หรือคิดประยุกต์รับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ดีที่สุด |
|
|
หากมีโอกาสได้พบเห็นก้นเป็ดชี้ฟ้าอีก ให้นึกถึงเรื่องนี้ และลองคุ้ยหาความสามารถที่ซ่อนอยู่ในภายตัวคุณดูสักครั้ง ความสามารถที่ว่านี้คือ ความสามารถที่จะลอยอยู่บนน้ำและดำดิ่งสู่ใต้น้ำ ในหลายวัฒนธรรม น้ำเปรียบเสมือน อารมณ์ หากเราดำดิ่งสู่ห้วงอารมณ์ นั่นย่อมหมายถึงการพ่ายแพ้ต่อภาวะอารมณ์นั้น ๆ ต่อเมื่อเราดำดิ่งพร้อมด้วยสติ นั่นย่อมหมายถึง การสำรวจตรวจตราเบื้องลึกของอารมณ์นั้น ๆ ที่เราเป็นอยู่ ซึ่งผลที่ได้คือ การรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองนั่นเอง ยังมีอีกหลายคนที่สามารถลอยตัวให้อยู่เหนืออารมณ์ได้ ซึ่งแปลว่า คน ๆ นั้นย่อมมีสติที่ตั้งมั่น แน่วแน่ ไม่ลุ่มหลงไปตามกระแสน้ำ (อารมณ์) แต่ก็ไม่ขัดขืน ฝืนทนจนแตกหัก สติที่ตั้งมั่น ย่อมเปรียบเสมือนป้อมปราการอันแข็งแกร่ง พร้อมที่จะรับมือกับทุกสภาวะอารมณ์ที่ถาโถมเข้ามาได้อย่างมั่นคง |
|
|
ความสามารถในการเดิน จะมีสักกี่คนที่เดินเท้าเปล่า ฝ่าเท้าที่เปลือยเปล่าสัมผัสผืนดิน ไม่ต้องพูดถึงผืนดินก็ได้ จะมีสักกี่คนที่เคยเดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้า น้อยคนนักที่เคยมีประสบการณ์เช่นนั้น แท้จริงแล้ว ทุกย่างก้าวมีความหมายหากเราตั้งใจรับรู้ถึงสัมผัสของการเดิน ความรู้สึกที่ปราศจากการกรองนั้นคือรสสัมผัสที่เป็นธรรมชาติที่สุด และมีความสุขที่สุด ไม่ยาก หากคุณมีเวลาว่าง ลองถอดรองเท้า แล้วเดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้าหน้าบ้านคุณ หรือที่สวนสาธารณะดูสิ |
|
|
ความสามารถในการบิน หากจะเปรียบ ก็คงเหมือน อิสระ เสรีภาพ ด้วยจิตใจที่ปลอดโปล่ง โล่งสบายเท่านั้น จึงจะนำมาซึ่งความสุข ความสำเร็จ และความแข็งแรงในชีวิตเรา ลองดูนะครับ พยายามปล่อยวางเรื่องต่าง ๆ บ้าง มันอาจทำให้ใจคุณเบาลงได้บ้าง ไม่มากก็น้อย |
|
สติที่ตั้งมั่น ย่อมเปรียบเสมือนป้อมปราการอันแข็งแกร่ง พร้อมที่จะรับมือกับทุกสภาวะอารมณ์ที่ถาโถมเข้ามาได้อย่างมั่นคง |
|
|
|
|
รู้ตื่น ปัจจุบันขณะ
May 26, 2010
ตั้งใจ ตั้งมั่น เกิดผล |
|
| เราทุกคนล้วนเกี่ยวพันกับพลังงานแห่งความตั้งใจ ซึ่งแปรเปลี่ยนให้เห็นเป็นรูปธรรมในกิจกรรมต่าง ๆ ที่ซับซ้อนและมีความหมายลึกซึ้ง กิจกรรมหรือการกระทำเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อความตั้งใจจริงของเราบวกรวมเข้ากับความพยายามอย่างหนักที่จะทำให้สำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น การสอบไล่ การสอบสัมภาษณ์งาน การทำงานที่เสี่ยงภัย หรือกระทั่งการปฏิญาณตนเข้าทำหน้าที่ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราต้องอยู่กับปัจจุบันขณะและมีสติสมาธิอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจจริงที่ว่านี้ยังสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ เช่น ขณะรับประทานอาหาร หรือขับรถไปทำงาน ที่จริง ทุกสิ่งอย่างที่เรากระทำ ต่างได้รับประโยชน์จากความตั้งใจ ซึ่งมีพลังที่จะแปรเปลี่ยนให้งานธรรมดา หรือกิจกรรมที่ทำเป็นปกติวิสัย กลายเป็นประสบการณ์ที่ลึกซึ้งได้ไม่ยาก เพียงแค่เราต้องพยายามตั้งใจทำ แล้วเราจะสัมผัสถึงได้ | |
| ความตั้งใจคือหัวใจหลักของเซ็น ซึ่งพระเซ็นยึดถือประพฤติปฏิบัติมาเป็นเวลานาน เพื่อให้บรรลุถึงความสงบนิ่งและความเฉียบคมทางจิตใจ ในที่นี้หมายถึงสมาธิที่ตั้งมั่นในการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จลุล่วงไปทีละอย่าง ส่วนใหญ่แล้ว เรามักทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วคิดถึงอีกสิ่งหนึ่ง หรือกระทั่งลงมือทำหลาย ๆ งานในเวลาเดียวกัน อาทิเช่น ขณะคุยโทรศัพท์ ก็ล้างไปด้วย และต้มน้ำชงชาไปด้วย ถ้าจะว่าไปแล้ว มันก็ไม่ได้ผิดอะไรที่จะทำงานหลายอย่างไปพร้อม ๆ กัน ซึ่ง ณ เวลานั้นเราอาจจำเป็นต้องทำเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องดูแลครอบครัวของเรา หรือคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอ่อน ทั้งนี้ การสมดุลการทำงานหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกันกับกิจกรรมที่เราต้องใช้สมาธิและตั้งใจทำนั้น จะช่วยให้เราเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการทำงานให้เสร็จสิ้นไปทีละชิ้นได้ดียิ่งขึ้น นั่นคือ การอยู่กับปัจจุบันขณะ | |
|
เราทุกคนต่างก็ทำได้ง่าย ๆ จากนาทีที่เราตื่นนอน ให้พูดในใจกับตัวเองว่า วันนี้เราจะทำสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาในวันนี้ด้วยความตั้งใจจริง เรารับรู้อยู่ตลอดเวลาว่า “ขณะนี้ เราตื่นอยู่” เราสามารถทำเช่นนี้ไปตลอดวันได้ หรือเมื่อไรก็ตามที่เรารู้ตัว ก็ให้พูดในใจว่า เช่น “ขณะนี้ เรากำลังขับรถไปทำงานอยู่” “ขณะนี้ เรากำลังทำอาหารเย็นอยู่” หรือกระทั่งพูดว่า “ขณะนี้ เรากำลังหายใจอยู่” เมื่อไรก็ตามที่เรารู้ตัวตื่นอยู่ เมื่อนั้นเราจะรู้สึกมีชีวิตชีวา ร่างกายกระปรี้กระเปร่า รู้เท่าทันต่อการกระทำของเรา และแน่นอนว่า ทำให้เรามีสมาธิ การใช้พลังแห่งความตั้งใจ จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้อย่างแท้จริง |
|
พลังงานแห่งความตั้งใจมีพลังที่จะแปรเปลี่ยนให้งานธรรมดา หรือกิจกรรมที่ทำเป็นปกติวิสัย กลายเป็นประสบการณ์ที่ลึกซึ้งได้ |
|
เมื่อไรก็ตามที่เรารู้ตัวตื่นอยู่ เมื่อนั้นเราจะรู้สึกมีชีวิตชีวา |
|
|
|
|
เสี้ยวความสุขง่าย ๆ ในทุกวัน
May 24, 2010
เพราะ…จึงยิ้มได้ |
|
| ชีวิตเราทุกวันนี้ดูจะวุ่นวาย หมุนไปกับสิ่งรอบข้างที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความสะดวกสบาย หรือความเร่งรีบ จนทำให้บางครั้งเราหลงลืมไปว่า ความสุขนั้นเกิดขึ้นได้เองโดยไร้เงื่อนไข และปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ หากแต่ดูเหมือว่า ณ วันนี้ เรากลับกลายร่างความสุข ให้เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่เราต้องจัดลงตารางเวลานัดหมาย ขวนขวาย ดิ้นรน หรือไขว่คว้า และต่อเมื่อได้มาแล้ว เราจึงปราศจากความกังวลและผ่อนคลายได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข เราต้องทำถึงขนาดนั้นเชียวหรือ | |
|
เราอาจเถียงได้ว่า หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ความสนุก ความสุขสันต์ที่เต็มเปี่ยมก็ต้องมีไว้ และต้องเกิดขึ้นกับคนที่มีเวลาเหลือเฟือ ไม่รีบร้อน หรือไม่มีเรื่องรกหัวใจเท่านั้นสิ อันที่จริงแล้ว คนที่มีความสุขที่สุดหลายต่อหลายคนบนโลกใบนี้ ต่างก็ยังมีปัญหาร้อนใจในชีวิตให้สะสางมากมายเหมือนกัน หากแต่คนเหล่านี้เรียนรู้ที่จะจัดสรรเวลาสำหรับความสบายใจง่าย ๆ แต่ยิ่งใหญ่ต่างหาก การเพาะปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวหัวใจที่มีความสุขนั้น ใช้เวลาไม่เกินห้านาที ผลลัพธ์ที่สุขใจก็ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนยุ่งยาก แต่เป็นอะไรที่ลึกซึ้งและเตือนใจเราว่า ทุกวันที่เรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เรามีเหตุผลยังยิ้มได้อยู่เสมอ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม |
|
|
ห้านาทีเท่านั้น ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ลองคิดสิ เรามีความสุขเพราะได้ดื่มชาหรือกาแฟถ้วยโปรด เดินเล่นในสวนที่เราปลูกดอกไม้ ต้นไม้เองกับมือ เขียนบันทึกเรื่องราวทั้งดีและไม่ได้ที่เกิดขึ้นในวันหนึ่ง ๆ งีบตอนกลางวัน เล่มเกมส์ง่าย ๆ ที่เราโปรดปราน คุยหรือส่งข้อความถึงคนที่เราคิดถึง นั่งเหม่อมองท้องฟ้า หรือหายใจเข้าลึก ๆ ขณะที่เราฟังเสียงความเงียบรอบ ๆ ตัวเรา ทั้งหมดนี้ เราสามารถทำได้ด้วยตัวเองคนเดียว ถ้ามีเพื่อน หรือญาติ หรือคนในครอบครัวอยู่ด้วย เราก็สามารถแบ่งปันเรื่องราว เรื่องตลก เล่นเกมส์ กระโดดโลดเต้น ร้องเพลง พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือปรับทุกข์ไปด้วยกันก็ได้ หัวใจสำคัญคือ เราต้องรู้ก่อนว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขที่สุด ถ้าเราแค่ได้ลงมือทำสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่าจะนำความสบายใจมาให้ และปลดปล่อยให้ตัวเรามีอิสระที่จะทำในสิ่งดังกล่าวแล้ว ห้านาทีจากสิบสี่ชั่วโมงที่เราตื่นนั้น จะนำความสุขมาให้แก่เราได้เหลือคณา บ่อยครั้งที่เราแทบจะแบ่ง หรือจัดหาเวลาว่างอันน้อยนิดเพื่อผ่อนคลายไม่ได้เลย หากเราตั้งใจจริง เราก็ทำได้ ลงมือทำเสียตั้งแต่วันนี้ จัดแบ่งเวลาห้านาทีของทุกวัน เพื่อเพลิดเพลินไปกับสิ่งง่าย ๆ ที่ทำให้เราอิ่มอกอิ่มใจ |
|
|
ท้ายที่สุด คุณจะพบว่า “เสี้ยวเวลาเพื่อความสุข” นี้จะกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของคุณไปโดยปริยาย หากทุกวันนี้คุณได้เริ่มทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่คุณชอบไปแล้วบ้าง ก็ให้ลองคิดหาวิธีหรือกิจกรรมใหม่ ๆ เพิ่มใส่ลงไป เพื่อที่คุณจะได้ไม่รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ซ้ำซากจำเจ อีกทั้งคุณจะรู้สึกเฝ้ารอ “เสี้ยวเวลาเพื่อความสุข” ในทุก ๆ วัน นั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้เรายิ้มได้ทุกวัน ตลอดไป |
|
|
การให้ “เสี้ยวเวลาเพื่อความสุข” จะเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของคุณ และเปลี่ยนแปลงสารเคมีให้สมอง ทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น ทุกวัน และตลอดไป |
|
|
|
|




