Archive for the 'Blog Novel' Category

บูรพาบรรจบประจิม

December 15, 2007

ตัวละครที่หนึ่ง ::: …ลู่ สิง
ตัวละครที่สอง ::: กวา นั๊ม
ตัวละครที่สาม ::: เซอร์คาร์แมคโต้
ตัวละครที่สี่ ::: โถว ฟู่ เม่ย

ยามเที่ยงวัน เดือนสิบสอง ดวงอาทิตย์ทอแสงเจิดจ้าอยู่กลางนภากาศ แสงแดดแรงกล้าราวเกรี้ยวโกรธ ไม่พอใจ ท้องฟ้าไร้เมฆา

บัดนั้นปรากฏร่างชายผู้หนึ่ง ยอดยุทธลู่สิง รองเจ้าสำนักกระบี่ฟ้าพานพบ ควบม้าเร็วมุ่งหน้าเข้าใจกลางเมือง ใบหน้าอิดโรยจากการเดินทางไกล เนื่องจากระหว่างทาง มีโจรป่าหมายเข้าปล้น แท้จริงแล้ว โจรป่าเหล่านี้หมายปลิดชีวิตลู่สิง มิให้เข้าเมืองได้ การณ์นี้ลู่สิงจำต้องเสียแรง เสียเวลา ต่อกรกับพวกโจรทมิฬไปหลายกระบวนท่า

ตัวเมืองปรากฏขึ้นต่อสายตาเขาเป็นเงาลางๆ ภายในใจจิตใจเขา มีนางรูปร่างสะโอดสะองร่างหนึ่งโปรยยิ้มให้ แม่นางโถวฟู่เม่ย บุตรีเจ้าสำนักทวนอุดรทะลวงภพ ยามนั้นเมื่อนึกถึง ลู่สิงรู้สึกหายเหนื่อยเล็กน้อย อีกไม่กี่ลี้ก็จะถึงตัวเมือง เป้าหมายคือโรงเตี๊ยมชั้นเลิศ ที่ชุมนุมเจ้าสำนักทั่วทิศ

บัดดล ชายผู้นั้นรู้สึกเศร้า ต่ำต้อยใจยิ่งนัก เนื่องจากเจ้าสำนักทวนอุดรฯ ผู้เป็นบิดาฟู่เม่ย ได้ตกลงยกบุตรสาวให้แก่ท่านเซอร์คาร์แมคโต้ นักการฑูตต่างด้าวเพื่อเป็นการเจริญสัมพันธไมตรี ท่านเจ้าสำนักฯ โถวเอง ในใจหมายต้องการมากกว่านั้น

งานชุมนุมดังกล่าวนี้ เป็นการประกาศการหมั้นหมายของบุตรีท่านโถว และท่านเซอร์จากแดนไกล

ลู่สิงเงยหน้ามองฟ้าเบื้องบน สายตาอันอ่อนแอมีหรือจะสู้แสงแดดอันแรงกล้า นึกแล้วก็น่าขำ ช่างเป็นสัจธรรมเสียนี่กระไร ผู้อ่อนแอย่อมพ่ายแพ้ต่อผู้เข้มแข็ง ฉันใดก็ฉันนั้น หากแต่ลู่สิงมิยอมท้อ ยังคงควบม้าเร็วมุ่งหน้าต่อไป

กวานั๊มเจ้าอยู่ไหน ลู่สิงร้องเรียก จู่ๆ ลมพัดวูบ แรง ทำให้เขาต้องรั้งสายบังเหียนไว้มิให้ม้าเร็วแตกตื่น กวานั๊มปรากฎร่างขึ้นมาต่อหน้า…

“เจ้าช่วยข้าล่วงหน้าไปสังเกตการณ์ที่โรงเตี๊ยมให้ที”
“ขอรับ”
“อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้ได้”
“ขอรับ”

เมื่อรับคำสั่งนายแล้ว กวานั๊มจึงแปลงกาย หายวับไปอย่างรวดเร็วดั่งเช่นตอนปรากฎกาย เหลือทิ้งไว้เพียงลำแสงสีเขียวอ่อนๆ

รอข้าก่อน ฟู่เม่ย ลู่สิงนึกในใจ

 

 

บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมคึกคักเป็นพิเศษ แขกเหรื่อมากหน้าหลายตา เดินทางมาจากทั่วสารทิศ ใครเป็นใครมิอาจทราบได้ เช่นนี้แล้ว กวานั๊มจะทำงานสำเร็จได้หรือยามที่ประตูตรวจตราทุกคนที่ผ่านเข้าสู่โรงเตี๊ยมอย่างเข้มงวด ยังดีที่กวานั๊มเป็นเพียงภูตหลิวจื้อ จึงสามารถเล็ดลอดผ่านยามเข้าไปได้ หากแต่กวานั๊มมองไม่เห็นแม่นางฟู่เม่ยเลย

จิตต่อจิตสัมพันธ์กัน ยามใดกวานั๊มผุดความคิด กระแสจิตส่งต่อถึงผู้เป็นนายทันที ลู่สิงตั้งสมาธิ ผ่านจิต จึงรู้ว่าเจ้าสำนักฯ โถวสั่งการให้พวกเฮยหั่วบัง สร้างค่ายกลสิบแปดทิศ คุ้มกันพิธีการหมั้นของบุตรีไว้อย่างแน่นหนา ด้วยเหตุนี้ กวานั๊มจึงไม่สามารถมองทะลุค่ายกลดังกล่าวได้

จิตสั่งให้กวานั๊มหยุดนิ่ง รอ อยู่ที่นั่น

ลู่สิงควบม้าเร็วสู่จุดหมายให้ทันท่วงที

แสงอาทิตย์เริ่มคล้อย ท่านเซอร์ฯ เดินทางมาถึงที่งาน พร้อมด้วยเจ้าสำนักฯ โถว ทั้งสองต้อนรับแขกเหรื่อ ท่านโถวกวาดสายตาไปรอบงาน คล้ายตรวจสำรวจดูความเรียบร้อย หากไม่มีข้อผิดพลาด ทุกอย่างจะเป็นไปตามที่วางไว้เมื่อได้เวลา ขบวนแห่แม่นางโถวฟู่เม่ย เข้าสู่งาน ทันใดนั้นทุกอย่างดับมืด สถานที่คลุ้งไปด้วยฝุ่น ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ

แสงสีเขียวเรืองรองอยู่กลางห้องโถง

“ช้าก่อน” เสียงหนึ่งดังขึ้น
“ท่าน…” เสียงหญิงสาวคล้ายไม่แน่ใจ
“หยุดพวกมันไว้” เจ้าสำนักฯ โถวตะโกนลั่น สั่งการพวกเฮยหั่วบัง ค่ายกลสิบแปดทิศเริ่มทำงาน กวานั๊มกระโดดเข้าช่วยผู้เป็นนาย แสงแปล่บปล่าบ วูบวาบ ทั่วโถงประชุม แขกเหรื่อต่างแตกตื่น วิ่งออกจากห้อง

“นี่มันอะไรกัน ท่านโถว” เซอร์แมคฯ ร้องทักท้วงสัญญา แล้วพูดต่อว่า
“ท่านคิดจะผิดสัญญาที่ให้กับข้าไว้เยี่ยงนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราคงไม่ต้องพูดไม่มากความอีก”
“ท่านเซอร์….”
ยังพูดไม่ทันจบประโยค ท่านเซอร์ฯ พร้อมลูกน้องอื่นๆ ก้าวฉับๆ ออกไปจากห้อง มิใส่ใจต่อเจ้าสำนักฯ โถวอีกต่อไป
“ไอ้พวกเวรตะไล เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ” เจ้าสำนักฯ โถวไม่พอใจ

ขณะเดียวกัน ที่กลางห้องโถง การประมือกับระหว่างลู่สิงและพวกเฮยหั่วบัง ดำเนินต่อไปอย่างรุนแรง มือข้างหนึ่งกำมือฟู่เม่ยไว้แน่น กวานั๊มช่วยเหลือนายทุกวิถีทางที่ทำได้ หากแต่ร่างภูตเองก็มีขีดกำจัดในตัวมันเอง จิตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ยามใดผู้เป็นนายจิตอ่อนล้า มีหรือที่ผู้เป็นบ่าวจะมิเป็นเช่นนั้น กำลังเริ่มถดถอย

ด้วยความรักอันเปี่ยมล้นหัวใจ ฟู่เม่ยถ่ายถอยลมปราณผ่านมือที่ประสานกับอุ้งมือชายคนรัก กระแสปราณอันเย็น ชุ่มชื่นจิตใจ ค่อยๆ ไหลเข้าสู่ร่างลู่สิงทีละนิด โดยที่เจ้าตัวมิได้รู้สึกตัว

รัศมีของกวานั๊มแปรเปลี่ยนจะสีเขียวอ่อน บัดนี้เจือด้วยสีชมพูทิพย์ ลู่สิงเองเริ่มสัมผัสได้ซึ่งไอรัก ยามเมื่อหญิงคนรักเริ่มอ่อนแรง ทรุดฮวบลงข้างกาย มือทั้งสองยังคงจับไว้แน่น ร่างภูตของกวานั๊มส่องแสงเจิดจรัสกว่าทุกครั้ง ทอแสงสว่างจนพวกเฮยหั่วบังค่อยสลายเป็นฝุ่นละออง คลุ้งไปทั่วห้องอันกว้างใหญ่

“ฟู่เม่ย” ลู่สิงร้องเรียกหญิงที่รัก
“เจ้าต้องอยู่กับข้า เจ้าต้องอยู่กับข้า” น้ำตาไหลรินจากดวงตา น้ำตาแห่งความรักเต็มเปี่ยม น้ำตาแห่งความเสียสละได้ซึ่งชีวิต หนึ่งหยดน้ำตาอันบริสุทธิ์ สัมผัสดวงหน้าหญิงสาว บัดนั้นร่องรอยแห่งชีวิตก็ปรากฎขึ้นอีกครั้ง

“กวานั๊ม….นี่เจ้า…” ลู่สิงมองร่างภูตน้อยที่ค่อยเลือนหายไป
“ข้าขอให้นายท่านและนายหญิงมีความสุข”
“เจ้า…”
ลู่สิงพูดอะไรไม่ออก หากซาบซึ้งต่อความซื่อสัตย์และเสียสละต่อภูตน้อย แม้ใครๆ จะคิดว่าภูตหลิวจื้อเป็นบ่าว แต่สำหรับลู่สิงแล้ว หลิวจื้อกวานั๊มเป็นเพื่อน เพื่อนที่รักยิ่ง

การเสียสละครานี้ เท่ากับเป็นการเสียดวงจิตไปส่วนหนึ่ง หากรักแล้วย่อมเสียสละได้ ต่อให้อยู่ด้วยกันได้ไม่กี่เพลา ก็คุ้มค่าแล้วที่จะรัก

“ข้าขอบคุณเจ้า…แล้วพบกันใหม่” ลู่สิงร่ำลากวานั๊ม พร้อมยิ้มให้

ด้านเจ้าสำนักฯ โถวเองก็ได้รับบาดเจ็บ แต่เจ็บกายก็ไม่เท่าเจ็บใจ ผิดหวังมากก็เจ็บมาก โลภมากก็จะเสียมาก ยามนี้ท่านโถวก็มิได้ผิดเพี้ยนไปจากเด็กปัญญาอ่อนคนหนึ่ง ทุกอย่างมีได้ก็มีเสีย มีเกิดก็มีดับ ไม่มีอะไรได้มามือเปล่า ได้มาหนึ่งย่อมเสียไปหนึ่งเสมอ

ลู่สิงและฟู่เม่ย มองหน้ากันและกัน รู้อยู่ในใจว่า นับจากนี้ไป ทุกวัน ทั้งสองจะประคองหัวใจรักไว้ แม้จะสั้น หากก็เปี่ยมสุข…

 
เฮียเอก…ตื่นๆๆๆๆๆเอ่อ…นี่ฝันอะไรเป็นตุเป็นตะวะเนี่ย

แต่ก็หนุกดีเนอะ

ไม่น่าเชื่อว่า กล้วยปิ้ง กับ Iced Soy Caramel Macchiato (ของว่างสุดโปรดของเฮียเอก combination อันแปลกประหลาด แต่ลงตัวสำหรับเฮียเอก) จะทำให้เฮียเอกเพ้อแต่งเป็นเรื่องเป็นราว บ้าๆ บอๆ ได้ขนาดนี้…แต่หนุกดี

(ไม่แนะนำให้ทุกคนเลียนแบบกินตามเฮียเอกนะครับ หากทำตาม ก็ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ)

เบื้องหลังตัวละครลู่สิง – ตั้งขึ้นเอง ไม่มีอะไรในกอใผ่ แค่ให้ชื่อมันคล้องจองกับการเดินทางอะไรทำนองนั้น

กวานั๊ม – มาจาก กล้วยน้ำว้า ซึ่งนำมาทำเป็นกล้วยปิ้ง

เซอร์คาร์แมคโต้ – มาจาก Iced Tall Caramel Macchiato

โถวฟู่เม่ย – มาจาก น้ำเต้าหู้

ท่าทางเฮียเอกจะเพี้ยนเอามากๆ (แต่ขอบอกว่า หนุกดี)

Composed by “Loong-eK”
Dec 15, 2007