Archive for December, 2007

สวัสดีปีใหม่ 2551

December 21, 2007
 
 
Composed by Ekachai  2007.12.21

บูรพาบรรจบประจิม

December 15, 2007

ตัวละครที่หนึ่ง ::: …ลู่ สิง
ตัวละครที่สอง ::: กวา นั๊ม
ตัวละครที่สาม ::: เซอร์คาร์แมคโต้
ตัวละครที่สี่ ::: โถว ฟู่ เม่ย

ยามเที่ยงวัน เดือนสิบสอง ดวงอาทิตย์ทอแสงเจิดจ้าอยู่กลางนภากาศ แสงแดดแรงกล้าราวเกรี้ยวโกรธ ไม่พอใจ ท้องฟ้าไร้เมฆา

บัดนั้นปรากฏร่างชายผู้หนึ่ง ยอดยุทธลู่สิง รองเจ้าสำนักกระบี่ฟ้าพานพบ ควบม้าเร็วมุ่งหน้าเข้าใจกลางเมือง ใบหน้าอิดโรยจากการเดินทางไกล เนื่องจากระหว่างทาง มีโจรป่าหมายเข้าปล้น แท้จริงแล้ว โจรป่าเหล่านี้หมายปลิดชีวิตลู่สิง มิให้เข้าเมืองได้ การณ์นี้ลู่สิงจำต้องเสียแรง เสียเวลา ต่อกรกับพวกโจรทมิฬไปหลายกระบวนท่า

ตัวเมืองปรากฏขึ้นต่อสายตาเขาเป็นเงาลางๆ ภายในใจจิตใจเขา มีนางรูปร่างสะโอดสะองร่างหนึ่งโปรยยิ้มให้ แม่นางโถวฟู่เม่ย บุตรีเจ้าสำนักทวนอุดรทะลวงภพ ยามนั้นเมื่อนึกถึง ลู่สิงรู้สึกหายเหนื่อยเล็กน้อย อีกไม่กี่ลี้ก็จะถึงตัวเมือง เป้าหมายคือโรงเตี๊ยมชั้นเลิศ ที่ชุมนุมเจ้าสำนักทั่วทิศ

บัดดล ชายผู้นั้นรู้สึกเศร้า ต่ำต้อยใจยิ่งนัก เนื่องจากเจ้าสำนักทวนอุดรฯ ผู้เป็นบิดาฟู่เม่ย ได้ตกลงยกบุตรสาวให้แก่ท่านเซอร์คาร์แมคโต้ นักการฑูตต่างด้าวเพื่อเป็นการเจริญสัมพันธไมตรี ท่านเจ้าสำนักฯ โถวเอง ในใจหมายต้องการมากกว่านั้น

งานชุมนุมดังกล่าวนี้ เป็นการประกาศการหมั้นหมายของบุตรีท่านโถว และท่านเซอร์จากแดนไกล

ลู่สิงเงยหน้ามองฟ้าเบื้องบน สายตาอันอ่อนแอมีหรือจะสู้แสงแดดอันแรงกล้า นึกแล้วก็น่าขำ ช่างเป็นสัจธรรมเสียนี่กระไร ผู้อ่อนแอย่อมพ่ายแพ้ต่อผู้เข้มแข็ง ฉันใดก็ฉันนั้น หากแต่ลู่สิงมิยอมท้อ ยังคงควบม้าเร็วมุ่งหน้าต่อไป

กวานั๊มเจ้าอยู่ไหน ลู่สิงร้องเรียก จู่ๆ ลมพัดวูบ แรง ทำให้เขาต้องรั้งสายบังเหียนไว้มิให้ม้าเร็วแตกตื่น กวานั๊มปรากฎร่างขึ้นมาต่อหน้า…

“เจ้าช่วยข้าล่วงหน้าไปสังเกตการณ์ที่โรงเตี๊ยมให้ที”
“ขอรับ”
“อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้ได้”
“ขอรับ”

เมื่อรับคำสั่งนายแล้ว กวานั๊มจึงแปลงกาย หายวับไปอย่างรวดเร็วดั่งเช่นตอนปรากฎกาย เหลือทิ้งไว้เพียงลำแสงสีเขียวอ่อนๆ

รอข้าก่อน ฟู่เม่ย ลู่สิงนึกในใจ

 

 

บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมคึกคักเป็นพิเศษ แขกเหรื่อมากหน้าหลายตา เดินทางมาจากทั่วสารทิศ ใครเป็นใครมิอาจทราบได้ เช่นนี้แล้ว กวานั๊มจะทำงานสำเร็จได้หรือยามที่ประตูตรวจตราทุกคนที่ผ่านเข้าสู่โรงเตี๊ยมอย่างเข้มงวด ยังดีที่กวานั๊มเป็นเพียงภูตหลิวจื้อ จึงสามารถเล็ดลอดผ่านยามเข้าไปได้ หากแต่กวานั๊มมองไม่เห็นแม่นางฟู่เม่ยเลย

จิตต่อจิตสัมพันธ์กัน ยามใดกวานั๊มผุดความคิด กระแสจิตส่งต่อถึงผู้เป็นนายทันที ลู่สิงตั้งสมาธิ ผ่านจิต จึงรู้ว่าเจ้าสำนักฯ โถวสั่งการให้พวกเฮยหั่วบัง สร้างค่ายกลสิบแปดทิศ คุ้มกันพิธีการหมั้นของบุตรีไว้อย่างแน่นหนา ด้วยเหตุนี้ กวานั๊มจึงไม่สามารถมองทะลุค่ายกลดังกล่าวได้

จิตสั่งให้กวานั๊มหยุดนิ่ง รอ อยู่ที่นั่น

ลู่สิงควบม้าเร็วสู่จุดหมายให้ทันท่วงที

แสงอาทิตย์เริ่มคล้อย ท่านเซอร์ฯ เดินทางมาถึงที่งาน พร้อมด้วยเจ้าสำนักฯ โถว ทั้งสองต้อนรับแขกเหรื่อ ท่านโถวกวาดสายตาไปรอบงาน คล้ายตรวจสำรวจดูความเรียบร้อย หากไม่มีข้อผิดพลาด ทุกอย่างจะเป็นไปตามที่วางไว้เมื่อได้เวลา ขบวนแห่แม่นางโถวฟู่เม่ย เข้าสู่งาน ทันใดนั้นทุกอย่างดับมืด สถานที่คลุ้งไปด้วยฝุ่น ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ

แสงสีเขียวเรืองรองอยู่กลางห้องโถง

“ช้าก่อน” เสียงหนึ่งดังขึ้น
“ท่าน…” เสียงหญิงสาวคล้ายไม่แน่ใจ
“หยุดพวกมันไว้” เจ้าสำนักฯ โถวตะโกนลั่น สั่งการพวกเฮยหั่วบัง ค่ายกลสิบแปดทิศเริ่มทำงาน กวานั๊มกระโดดเข้าช่วยผู้เป็นนาย แสงแปล่บปล่าบ วูบวาบ ทั่วโถงประชุม แขกเหรื่อต่างแตกตื่น วิ่งออกจากห้อง

“นี่มันอะไรกัน ท่านโถว” เซอร์แมคฯ ร้องทักท้วงสัญญา แล้วพูดต่อว่า
“ท่านคิดจะผิดสัญญาที่ให้กับข้าไว้เยี่ยงนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราคงไม่ต้องพูดไม่มากความอีก”
“ท่านเซอร์….”
ยังพูดไม่ทันจบประโยค ท่านเซอร์ฯ พร้อมลูกน้องอื่นๆ ก้าวฉับๆ ออกไปจากห้อง มิใส่ใจต่อเจ้าสำนักฯ โถวอีกต่อไป
“ไอ้พวกเวรตะไล เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ” เจ้าสำนักฯ โถวไม่พอใจ

ขณะเดียวกัน ที่กลางห้องโถง การประมือกับระหว่างลู่สิงและพวกเฮยหั่วบัง ดำเนินต่อไปอย่างรุนแรง มือข้างหนึ่งกำมือฟู่เม่ยไว้แน่น กวานั๊มช่วยเหลือนายทุกวิถีทางที่ทำได้ หากแต่ร่างภูตเองก็มีขีดกำจัดในตัวมันเอง จิตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ยามใดผู้เป็นนายจิตอ่อนล้า มีหรือที่ผู้เป็นบ่าวจะมิเป็นเช่นนั้น กำลังเริ่มถดถอย

ด้วยความรักอันเปี่ยมล้นหัวใจ ฟู่เม่ยถ่ายถอยลมปราณผ่านมือที่ประสานกับอุ้งมือชายคนรัก กระแสปราณอันเย็น ชุ่มชื่นจิตใจ ค่อยๆ ไหลเข้าสู่ร่างลู่สิงทีละนิด โดยที่เจ้าตัวมิได้รู้สึกตัว

รัศมีของกวานั๊มแปรเปลี่ยนจะสีเขียวอ่อน บัดนี้เจือด้วยสีชมพูทิพย์ ลู่สิงเองเริ่มสัมผัสได้ซึ่งไอรัก ยามเมื่อหญิงคนรักเริ่มอ่อนแรง ทรุดฮวบลงข้างกาย มือทั้งสองยังคงจับไว้แน่น ร่างภูตของกวานั๊มส่องแสงเจิดจรัสกว่าทุกครั้ง ทอแสงสว่างจนพวกเฮยหั่วบังค่อยสลายเป็นฝุ่นละออง คลุ้งไปทั่วห้องอันกว้างใหญ่

“ฟู่เม่ย” ลู่สิงร้องเรียกหญิงที่รัก
“เจ้าต้องอยู่กับข้า เจ้าต้องอยู่กับข้า” น้ำตาไหลรินจากดวงตา น้ำตาแห่งความรักเต็มเปี่ยม น้ำตาแห่งความเสียสละได้ซึ่งชีวิต หนึ่งหยดน้ำตาอันบริสุทธิ์ สัมผัสดวงหน้าหญิงสาว บัดนั้นร่องรอยแห่งชีวิตก็ปรากฎขึ้นอีกครั้ง

“กวานั๊ม….นี่เจ้า…” ลู่สิงมองร่างภูตน้อยที่ค่อยเลือนหายไป
“ข้าขอให้นายท่านและนายหญิงมีความสุข”
“เจ้า…”
ลู่สิงพูดอะไรไม่ออก หากซาบซึ้งต่อความซื่อสัตย์และเสียสละต่อภูตน้อย แม้ใครๆ จะคิดว่าภูตหลิวจื้อเป็นบ่าว แต่สำหรับลู่สิงแล้ว หลิวจื้อกวานั๊มเป็นเพื่อน เพื่อนที่รักยิ่ง

การเสียสละครานี้ เท่ากับเป็นการเสียดวงจิตไปส่วนหนึ่ง หากรักแล้วย่อมเสียสละได้ ต่อให้อยู่ด้วยกันได้ไม่กี่เพลา ก็คุ้มค่าแล้วที่จะรัก

“ข้าขอบคุณเจ้า…แล้วพบกันใหม่” ลู่สิงร่ำลากวานั๊ม พร้อมยิ้มให้

ด้านเจ้าสำนักฯ โถวเองก็ได้รับบาดเจ็บ แต่เจ็บกายก็ไม่เท่าเจ็บใจ ผิดหวังมากก็เจ็บมาก โลภมากก็จะเสียมาก ยามนี้ท่านโถวก็มิได้ผิดเพี้ยนไปจากเด็กปัญญาอ่อนคนหนึ่ง ทุกอย่างมีได้ก็มีเสีย มีเกิดก็มีดับ ไม่มีอะไรได้มามือเปล่า ได้มาหนึ่งย่อมเสียไปหนึ่งเสมอ

ลู่สิงและฟู่เม่ย มองหน้ากันและกัน รู้อยู่ในใจว่า นับจากนี้ไป ทุกวัน ทั้งสองจะประคองหัวใจรักไว้ แม้จะสั้น หากก็เปี่ยมสุข…

 
เฮียเอก…ตื่นๆๆๆๆๆเอ่อ…นี่ฝันอะไรเป็นตุเป็นตะวะเนี่ย

แต่ก็หนุกดีเนอะ

ไม่น่าเชื่อว่า กล้วยปิ้ง กับ Iced Soy Caramel Macchiato (ของว่างสุดโปรดของเฮียเอก combination อันแปลกประหลาด แต่ลงตัวสำหรับเฮียเอก) จะทำให้เฮียเอกเพ้อแต่งเป็นเรื่องเป็นราว บ้าๆ บอๆ ได้ขนาดนี้…แต่หนุกดี

(ไม่แนะนำให้ทุกคนเลียนแบบกินตามเฮียเอกนะครับ หากทำตาม ก็ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ)

เบื้องหลังตัวละครลู่สิง – ตั้งขึ้นเอง ไม่มีอะไรในกอใผ่ แค่ให้ชื่อมันคล้องจองกับการเดินทางอะไรทำนองนั้น

กวานั๊ม – มาจาก กล้วยน้ำว้า ซึ่งนำมาทำเป็นกล้วยปิ้ง

เซอร์คาร์แมคโต้ – มาจาก Iced Tall Caramel Macchiato

โถวฟู่เม่ย – มาจาก น้ำเต้าหู้

ท่าทางเฮียเอกจะเพี้ยนเอามากๆ (แต่ขอบอกว่า หนุกดี)

Composed by “Loong-eK”
Dec 15, 2007

ระยะปลอดภัย

December 15, 2007
ตอนนี้กำลังชอบเพลงนี้อยู่ เนื้อเพลงน่ารักดี คิดได้ไง===============================
เพลง – ระยะปลอดภัย
นักร้อง – ว่าน
===============================
ช่วงเวลาดีๆ ที่เธอและฉันไม่ต้องกังวลอะไร
เป็นช่วงเวลาดีๆ ที่เราทั้งสองจะมีแต่ความเข้าใจ
วันนี้เป็นวันดีดี วันนี้เราควรจะทำอะไร
วันที่อะไรๆ ก็ดูจะเหมือนจะคอยเป็นใจให้กัน
วันนี้จะทำอะไร ก็ดูจะเหมือนไม่ต้องระแวงระวัง
วันนี้คือวันดีดี มีฉันและเธอคนดีเท่านั้น
มีบรรยากาศฝนตกรถติดช่วยฉัน
ยังมีมือเปล่าว่างอยู่ ให้จับเท่านั้น
ลองดูที่แก้มฉัน เธอนั้นว่ามีอะไร
เอามือไปแตะหน้าผากว่าตัวร้อนมั๊ย
เอาเธอมากอดข้างกายไม่แบ่งใครๆ
มีเราเพียงเท่านั้น มีเธอและมีฉัน อยู่ในวันสำคัญของเรา
คิดจะเอาอะไรก็ดูจะเหมือนจะง่ายจะดายอย่างใจ
อยากได้อารมณ์อะไรจะเย็นจะร้อนจะช้าจะเร็วอย่างไร
เธอนั้นพูดมาดีดีฉันพร้อมให้เธอคนดีทุกอย่าง
อยากให้มันเป็นยังไงจะยืนจะล้มจะนั่งจะนอนอย่างไร
ปวดเนื้อเมื่อยตัวยังไงไม่นานไม่ช้าก็คงจะคลายกันไป
มีพร้อมแค่เรื่องดีๆ เธอพร้อมที่จะยินดีอีกไหม
ก็แค่ไม่อยากให้วันนี้ผ่านพ้นไปจะทำยังไงอยากหยุดเวลาไว้
ในวันที่มันปลอดภัย มีเธอที่เคียงข้างกาย… สองเรา

blog with photos taken by my mobile phone

December 14, 2007
ช่วงบ่าย วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม 2550

ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปลพบุรี ปลายทางคืองานทานตะวันฟันแฟร์ (ที่น้องโฆษณาว่าน่าไปดู) เป็นการชักชวนที่ไม่ได้มีการเตรียมการณ์อะไรล่วงหน้า มีเพียงเสียงโทรศัพท์มาชวนไปเมื่อกลางดึกของคืนวันเสาร์ ซึ่งก็ยังไม่แน่ไม่นอน มาคอนเฟิร์มอีกทีก็ใกล้เที่ยงของวันอาทิตย์

ระหว่างทาง ผ่านสระบุรี แวะไหว้พระพุทธบาทสักหน่อย เคยมาที่นี่ก็นานมาแล้ว ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

มีคนมาไหว้พระเยอะเหมือนกัน ตอนที่มาถึงก็ปาเข้าไปเกือบสี่โมงเย็นแล้ว…

ตอนนี้ยังไม่ได้นึกว่าอยากถ่ายรูปอะไร ช่วงหลังๆ มานี้ไม่ค่อยพกกล้องไปไหนมาไหนเท่าไร ไม่ค่อยมีอารมณ์ติสท์ อีกอย่างก็มีกล้องของคนอื่นให้เราไปแจมได้บ้าง…

พอไหว้พระเสร็จก็เดินทางต่อไปอีกไม่ไกลก็ถึงลพบุรี… เมืองวานร… ลิงเต็มไปหมด

แวะลงไปเดินเล่นที่พระปรางค์สามยอด ซึ่งทรุดโทรมไปมากเสียจนรู้สึกเสียดาย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่มีคนดูแลให้ดีกว่านี้ ทั้งๆ ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติแวะมาเที่ยวที่นี่เต็มไปหมด บรรดาลิงก็ยั๊วเยี๊ยเต็มไปหมด มองขึ้นไปตามห้องแถว ก็เห็นลิงเกาะอยู่ตามลูกกรงหน้าต่าง สายไฟฟ้าแรงสูง ฟุตบาทเกรื่อนไปด้วยเศษผัก อาหาร ฯลฯ ประมาณว่าสกปรกไปหน่อย

บริเวณโดยรอบพระปรางค์ก็แย่ เฮ้อ…เสียดาย

พอเดินเข้าไปในตัวพระปรางค์ ความรู้สึกขลังหรือชวนให้ทึ่งก็ไม่เหลืออีกแล้ว ดูจะกลายเป็นสถานที่ที่ไม่มีประวัติศาสตร์อะไรอีกแล้ว (น่าเสียดายจริงๆ)

มองผ่านหน้าต่างที่มีลูกกรงเหล็กออกไป เห็นลิงตัวหนึ่งกำลังกัดกินพวงอะไรสักอย่างอยู่อย่างเมามัน พอมองให้ดี ก็เห็นว่าเป็นเหมือนยางรัดผมผู้หญิงที่มีเม็ดพลาสติกสีชมพูเป็นพวง ดูเหมือนพวงองุ่น เจ้าลิงมันไม่รู้เรื่อง พยายามเด็ด กัด แทะ เข้าใจว่ากินได้ สงสารว่ะ ถ้าติดคอตายขึ้นมา คนเราก็ใจร้าย ทำไปได้

พอเดินออกมานอกพระปรางค์ เดินดูรอบๆ เห็นลิงคู่หนึ่งกำลังหาเห็บให้กัน พอหาได้ก็เอาเข้าปาก เอ่อ… ตกลงเรื่องลิงหาเห็บ หาเหา นี่เป็นเรื่องจริง…

จากนั้น ก็แวะไปที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ (ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีพระราชวังอยู่ที่นี่) ตอนนั้นก็เกือบหกโมงเย็นแล้ว ในใจคิดว่าสถานที่คงจะปิดแล้ว แต่ก็ลองแวะไปดู

ปรากฎว่าคืนนั้นจะมีการแสดงดนตรี เลยเข้าไปได้ แต่ว่าเข้าไปข้างในพระที่นั่ง หรือตัวอาคารไม่ได้ เลยเดินเล่นแต่ภายนอก บรรยากาศก็ดีไปอีกแบบ ตัวพระราชวังจริงๆ ก็เก่า เหลือแต่ซากเสียส่วนใหญ่ ตึกที่สร้างใหม่ก็เป็นพิพิธภัณฑ์

ตอนนี้นึกอยากจะถ่ายรูปแล้ว แต่ไม่มีกล้อง เลยใช้โทรศํพท์มือถือถ่ายดู… ถ่ายแล้วก็ทึ่ง ใช้ได้ทีเดียว

????????????????????
ภายในท้องพระโรง แสงแดดกำลังลับพอดี

????????????????????
อนุสาวรีย์พระนารายณ์มหาราช

ภายในท้องพระโรงนี้ เห็นบอกว่าเซอร์จอห์น บราวน์นิ่งเคยมาเข้าเฝ้า มีอนุสาวรีย์พระนารายณ์ฯ ให้กราบไหว้… แสงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า สวยดี ชอบ…
จากนั้นก็เดินไปรอบๆ พระราชวัง เห็นพระพุทธรูปปางนาคปรก ทำจากหิน ตั้งเด่นอยู่อีกฟากหนึ่งของพระที่นั่ง บนสนามหญ้า ไม่แน่ใจว่าเป็นในสมัยไหน และรูปแบบไหน เพราะใบหน้าของพระพุทธรูปดูมนๆ กลมๆ แบบทราวดี (รึป่าว) ข้างๆ กันมีพระพุทธรูป แต่ว่าไม่มีเศียร เห็นแล้วก็เศร้าใจ…


พระพุทธรูปปางนาคปรก

 
พระพุทธรูปปางนาคปรก อีกมุมหนึ่ง

 
พระพุทธรูปไร้เศียร

ตอนเดินออกจากพระราชวัง ก็เห็นวงดนตรีกำลังซ้อมกันอยู่ ดูจากป้ายแล้ว เหมือนจะเป็นดนตรีเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันเฉลิมฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เก้าอี้ที่ตั้งเรียงกันในสนามดูไม่เยอะมาก คงเป็นคอนเสิร์ตที่มีบรรยากาศเป็นกันเองพอสมควร

ขับรถออกจากตัวเมือง เพื่อต่อไปยังงานทานตะวันฟันแฟร์ ระหว่างทางเริ่มมืด รถราเริ่มติดเมื่อเข้าใกล้บริเวณที่จัดงาน งานนี้เรียกได้ว่า เทสโก้ โออิชิ รับกันไปเต็มๆ เห็นโฆษณาว่าเป็นงานวัดญี่ปุ่นใช่ไหม อยากรู้นักว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

คนเยอะใช้ได้ทีเดียว อาจจะเป็นเพราะว่าใกล้จะหมดงาน และเป็นวันหยุดยาวก็ได้ คนเลยเยอะไปหมด

ค่าผ่านประตูคนละยี่สิบบาทเท่านั้น :-O


ประตูหน้างาน
ดูบรรยากาศก็น่าสนใจเนอะ

 
โคมไฟที่ประดับตกแต่งภายในงาน

ภายในงานก็ของกินมากมาย เป็นร้านค้าในตัวจังหวัด และร้านค้าของสปอนเซอร์ หลักๆ ก็เป็นโออิชิ ชาเขียวตรึม ส่วนพ่อค้า แม่ค้าก็แต่งตัวเป็นแบบญี่ปุ่นพอให้ได้บรรยากาศ ยังไงๆ ก็ไม่ให้ความรู้สึกว่าเป็นงานวัดญี่ปุ่น หากแต่เป็นงานวัดไทยๆ เรานี่แหละ

เกมส์ก็มี ปาลูกโป่ง ยิงปืนอัดลม โยนห่วง ฯลฯ ที่แปลกหน่อย ก็โยนเกี๊ยะ แต่จริงแล้วเป็นหนีบเกี๊ยะ แล้วให้เตะออกไปให้เข้าตะกร้า เป็นเกมที่อันตรายนิดหน่อย เพราะแต่ละคนแตะเกี๊ยะโดยไม่คำนึงถึงคนรอบข้างเท่าไร ยืนดูไปก็ได้ยินเสียงกรี๊ดของสาวๆ ดังลั่น เพราะเกี๊ยะจะลอยหล่นมาใส่หัว ก็หลบกันอุดตรุด

ไปปาลูกโป่งมา ได้ที่ใส่ช้อน-ตะเกียบ แบบร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็นมาสองอัน สีส้มทั้งคู่ น้องๆ ไปชู้ตบาสมา ได้น้ำส้มมาสี่ขวด

เดินไปกินไป… จนถึงบริเวณที่ผู้จัดงานเตรียมไว้ให้ถ่ายรูปดอกทานตะวันตอนกลางคืน ก็แปลกไปอีกแบบ

บนเวทีมีตุ๊กตามาเต้นประกอบเพลง ตอนแรกนึกว่าจะเป็นตัวการ์ตูนญี่ปุ่น แต่ไหงเป็นตัวการ์ตูนไทย ชื่ออะไรยังไม่รู้เลย…


ว่าวรูปปลาคาร์พ

 
ซุ้มเกมส์แบบญี่ปุ่น

 
โคมไฟตอนขาออก

ก็เป็นงานวัดที่หนุกไปอีกแบบ โชคดีที่มาจัดช่วงนี้ อากาศเย็นสบายหน่อย…

ออกจากงานก็เกือบสามทุ่มแล้ว ถึงกรุงเทพฯ ก็เฉียดห้าทุ่ม… แวะไปส่งคนโน้นคนนี้อีก…

เหนื่อยเหมือนกัน…


สองเท้าก้าวเดินต่อไป…

EkStamp